พาหวานใจไปอังกฤษ (7)
- Column:
- Tag:
พล นิกร กิมหงวนเรียกพวกเธอว่า “เหี้ยโบราณ” ด้วยคนยุคนั้นสำคัญผิด คิดว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานพวกตะกวดจระเข้ เพราะรูปร่างมีส่วนคล้ายกัน ปัจจุบัน เราทราบแล้วว่า ไดโนเสาร์เป็นสัตว์อีกกลุ่มหนึ่ง ถือเป็นต้นตระกูลของเหล่านกวิหคทั้งหลาย อีกเรื่องที่เราเคยเข้าใจผิด คือไดโนเสาร์คอยาวหางยาว ย่อมเดินลากหางติดกับพื้นเสมอไป แต่ไม่ใช่ทุกชนิดครับ เพราะเจ้า Diplodocus ไดโนเสาร์ตัวยาวที่สุดในโลก (30 เมตร) หางยาวก็จริง แต่หางกลับยกสูงเหนือพื้น เพื่อช่วยรักษาสมดุลย์กับคอยาวที่ชี้ไปข้างหน้า พวกเธอจะได้เดินส่ายคอแกว่งหางไปมาสะดวก
การค้นพบที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ทำให้คุณดิปปี้ ไดโนเสาร์ที่อยู่คู่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของอังกฤษมาร่วมร้อยปี ต้องพลอยเดือดร้อน สมัยก่อนเธอเคยยืนหางลากพื้น แต่พอมาถึงค.ศ.1993 เหล่าสตาฟช่วยกันยกหางของเธอให้ลอยขึ้น เพื่อความถูกต้องสมเป็นไอคอนของพิพิธภัณฑ์ แขกไปใครมาก็ต้องถ่ายภาพคู่คุณดิปปี้ ขนาดห้องโถงยักษ์แห่งนี้ยังต้องสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
แม้ดิปปี้จะดึงดูดความสนใจของเหล่านักเที่ยวไปเกือบหมด แต่สัตว์ตัวอื่นใน Central Hall ไม่กิ๊กก๊อกนะครับ ว่ากันตามจริง หากพิพิธภัณฑ์ใดได้ตัวอย่างสัตว์เหล่านี้ไปสักตัว ถือเป็นสุดยอดไฮไลต์ได้แล้วครับ เช่น Coelacanth ปลาดึกดำบรรพ์ที่เราเคยเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้ว จนมีการค้นพบปลาชนิดนี้อีกครั้งที่แอฟริกาใต้ในค.ศ.1938 กลายเป็นเรื่องราวโด่งดังไปทั่วโลก ในยุคนั้น เราเคยคิดว่า มีปลาซีลาคานธ์เฉพาะในมหาสมุทรอินเดียของฝั่งแอฟริกา จนเกิดการค้นพบใหม่อีกครั้งที่ประเทศอินโดนีเซียในค.ศ.1998 หมายความว่า เจ้าปลารุ่นคุณทวดมีการแพร่กระจายอยู่ทั่วมหาสมุทรอินเดีย แต่จะอยู่เฉพาะถ้ำทะเลในที่ลึกมาก อันที่จริง ทะเลอันดามันของเราก็ลึกตั้ง 2,000 เมตร อาจเป็นไปได้ว่า มีปลาซีลาคานธ์เชื้อชาติไทย โดยเฉพาะตามกองหินเขตลาดทวีป (อยู่แนวนอกของหมู่เกาะสิมิลัน ลึกเกินไปสำหรับการดำน้ำ)
สมัยเด็ก ๆ ผมเคยอ่านหนังสือเรื่องซีลาคานธ์ สนุกดีครับ เพราะเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ นักวิทยาศาสตร์ไปเดินจ่ายตลาดแล้วเจอปลา ดูแล้วแปลกดีนะ เลยซื้อมาแช่เกลือเก็บไว้ ก่อนวาดภาพและส่งเกล็ดไปให้นักวิทยาศาสตร์ระดับป๋าในยุโรป เค้าดูรูปแล้วบอกว่าจะบ้าเหรอ เจ้านี่สูญพันธุ์ไปตั้งห้าสิบล้านปี จะมีตัวจริงอยู่ได้ไง เรื่องราวดำเนินไปอย่างตื่นเต้น ตัวอย่างปลาเริ่มเน่า ถูกล้วงไส้ล้วงพุงทิ้งไปหมด เพราะความเข้าใจผิดของนักชำแหละ จนต้องออกไปตามหาในตลาดให้วุ่น กว่าจะค้นพบตัวที่สองสามสี่ในเวลาต่อมา
เรื่องในวัยเด็กฝังใจยาวนาน จนครั้งนี้ผมได้เจอปลาซีลาคานธ์ตัวจริง ถูกดองอยู่ในตู้กระจกยักษ์ แอบอยู่ในมุมเล็ก ๆ ของห้องโถงกลาง ได้เห็นแค่นี้ก็มีความสุขเกินคุ้ม ใครเกลียดปลาแต่ชอบนก ที่นี่มีโครงกระดูกนก Moa หรือนกยักษ์สูงเกือบ 4 เมตร หนัก 240 กิโลกรัม เจ้านกสายพันธุ์นี้เคยอยู่ที่นิวซีแลนด์ แต่ถูกชาวเมารีล่าจนหมดเกาะในศตวรรษที่ 15
ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นแค่น้ำจิ้ม ของจริงอยู่ในห้องไดโนเสาร์ ถือเป็นจุดที่คิวยาวสุดในพิพิธภัณฑ์ หากมาในวันหยุดพ่อแม่ลูกพากันเที่ยว อาจได้เข้าคิวนานเป็นชั่วโมง เค้าจะมีป้ายบอกไว้เป็นระยะ จากจุดที่ยูยืนอยู่ตรงนี้ อีก 45 นาทีถึงจะได้เข้านะ จะเมื่อยแข้งเมื่อยขาก็รอต่อไปเถิดจะเกิดผล ผมก็รอครับ แล้วก็เกิดผลจริง ๆ เพราะป้ายหลอก คิวไปเร็วกว่าที่คิด ไม่ถึงยี่สิบนาทีผมก็ได้ลอดผ่านประตูโค้งเข้าไปในห้องมืดสลัว
ห้องไดโนเสาร์เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างใหญ่แค่ไหนบอกได้ยาก เพราะแสงไฟมีน้อย คล้ายกับเขาต้องการสร้างบรรยากาศโลกยุคอดีตเมื่อ 225-65 ล้านปีก่อน ช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์ครองโลก จนถึงปัจจุบัน เราค้นพบพวกเธอร่วม 700 ชนิด หลายสิบชนิดในจำนวนนั้น กำลังจะโผล่มาเจอะเจอผมกับหวานใจ เริ่มด้วยพระเอกรายแรก Triceratops หรือตัวสามเขา ไดโนเสาร์ยอดนิยมของเด็ก ๆ จากนั้นทางพาเราขึ้นไปเดินลอยฟ้า ผ่านโครงกระดูกไดโนเสาร์นานา เกือบทั้งหมดห้อยลงมาลอยคว้างเหนือพื้น เพราะข้างล่างเค้าทำเป็นบู๊ทสอดคล้องกับเจ้าตัวที่ลอยอยู่ด้านบน ตัวที่ผมนิยมชมชอบเป็นพิเศษคือ Stegosaurus หรือไดโนเสาร์ที่มีแผ่นบนหลังเรียงกัน ตามติดด้วยไดโนเสาร์นักล่าอีกหลายตัว ก่อนปิดท้ายด้วยหัวกระโหลกของคู่แค้นแห่งอดีต ทีเร็กซ์กับไตรเซราทอปส์วางอยู่ข้างกัน ให้ดูจะ ๆ ว่าจะกินชั้นเจอทิ่มพุงนะ
ทางเดินลาดลงไปสู่ห้องโถงที่แยกต่างหาก ภายในมีทีเร็กซ์ขนาดเท่าตัวจริง อ้าปากร้องคำราม ส่ายตัวไปมาตลอดเวลา ห้องนี้เนียนมากครับ ชนิดที่เด็กน้อยเห็นแล้วร้องไห้จ้า คุณพ่อต้องรีบอุ้มพาออกไป แต่ผมเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเห็นยิ่งชอบ โดยเฉพาะตอนไดโนเสาร์อ้าปากร้องกว๊าก สะใจคนซาดิสต์ดีแท้ เส้นทางขาออกพาเราย้อนกลับไปลอดใต้ทางเดินขามา เขาจัดนิทรรศการไว้เป็นส่วน ๆ เช่น รังไดโนเสาร์ หัวทีเร็กซ์พร้อมเขี้ยวเต็มปาก นิ้วโป้งของอีกัวโนดอนที่มีไว้ทิ่มศัตรู เล็บของแรปเตอร์เอาไว้ล่าเหยื่อ หงอนบนหัวของไดโนเสาร์ปากเป็ดพาราซอโรโลฟัส หากใครชอบไดโนเสาร์ รับรองเดินกันนาน ปิดท้ายด้วยลูกไดโนเสาร์ที่ถูกใส่กรงแก้วเลี้ยงไว้เหมือนลูกหมีแพนด้า เจ้าตัวนี้ขยับได้ด้วยครับ ดูแล้วเนียนมากจนคิดว่ามีชีวิตด้วยซ้ำ
สิ้นสุดห้องไดโนเสาร์ แต่ความเร้าใจยังไม่จบ เรากำลังเข้าสู่ห้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพวกเธอเกิดมาหลังไดโนเสาร์ แต่คุณทวดของพวกเราโผล่มาเมื่อ 220 ล้านปีก่อน เกือบจะพร้อมกับไดโนเสาร์ แต่คุณทวดตัวเล็กรูปร่างคล้ายหนูบวกหมา แอบซ่อนไปมาระหว่างปล่อยให้ไดโนเสาร์ครองโลก จวบจนไดโนเสาร์ตกกระป๋อง ถึงเวลาของเราแล้วจ้า เจ้าตัวที่น่าดูสุดชื่อสไมโลดอน (Smilodon – Sabre-toothed – เสือเขี้ยวดาบ) กระโหลกที่ผมเห็นโชว์เขี้ยวยาวออกมาเกินคืบ ลักษณะคล้ายเขี้ยวของวอรัสมากกว่าเขี้ยวเสือตามความเข้าใจของเราท่าน สไมโลดอนใช้เขี้ยวแบบนี้แทงลงไปเพื่อตัดหลอดลมเหยื่อ แต่ดูจากสภาพแล้ว เสือเขี้ยวดาบจะกินอะไรคงลำบากไม่น้อย ต้องตะแคงปากแล้วแทะ ๆ ไม่งั้นติดเขี้ยวหมดครับ
สาวน้อยหวานใจโผล่มาเรียกผม เธอกวักมือหยอย ๆ ให้รีบตามเข้าไปเร็ว ตรงนี้คือห้องของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคปัจจุบัน แล้วมันจะน่าตื่นเต้นได้อย่างไรวุ้ย ? แต่เมื่อโผล่เข้าไปใน
mammal hall ข้าพเจ้าถึงขั้นกรี๊ด ทราบแล้วครับว่า ทำไมสาวเจ้าถึงออกอาการเป็นหนักหนา เพราะกลางห้องโถงยักษ์มีวาฬนอนอยู่หนึ่งตัว ไม่ใช่วาฬธรรมดา แต่เป็นวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยอยู่บนโลกใบนี้ (ไดโนเสาร์คอยาวเป็นสัตว์ใหญ่สุดบนแผ่นดินครับ ไม่นับทะเล) วาฬตัวนี้จำลองมาจากซากวาฬในค.ศ.1938 ความยาว 30 เมตร มีโครงกระดูกตัวจริงห้อยเทียบอยู่ด้านบน รอบ ๆ ยังมีบริวารเหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย เช่น แรด ช้าง ยีราฟ วอลัส ฯลฯ ยืนเรียงรายเพื่อใช้เปรียบเทียบขนาด ยังมีทางเดินขึ้นไปชั้นสองให้ดูมุมสูง ห้องนี้ได้ใจผมไปเต็ม ๆ เรียกว่าเป็นส่วนเด็ดสุดของพิพิธภัณฑ์ เจ๋งกว่าน่าทึ่งกว่าโซนไดโนเสาร์ด้วยซ้ำ
ผมเคยบอกไปแล้ว ถ้าคุณชอบโบราณคดีประวัติศาสตร์ คุณควรมีฝัน สักวันต้องมาให้ถึง British Museum ผมอยากบอกอีกครั้ง ถ้าคุณชอบโลกชอบธรรมชาติ Natural History Museum คือจุดห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แม้คุณเป็นนักเที่ยวนักช้อป ก็ควรมาที่นี่ อย่างน้อยควรโผล่หน้าเข้ามาดูห้องวาฬสีน้ำเงินกับทักทายคุณดิปปี้ที่ห้องโถงกลาง เสียเวลาเดินจากห้างแฮร์รอดส์แค่สิบนาทีเศษ ค่าเข้าก็ไม่ต้องเสีย แค่บริจาคนิดหน่อย แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นแสนคุ้มค่า เพราะที่นี่คือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาดีที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
เหลียวกลับมาดูเมืองไทย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของเราอยู่ที่คลองห้า ในโซนเดียวกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (ตึกลูกเต๋า) ผมพาลูกไปเที่ยวทุกปี และที่เห็นเป็นประจำทุกปี คือที่นี่แทบไร้มนุษย์ เกือบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ผีสิง ข้างในแม้จะดี แต่ก็ได้เท่านั้น แบบจำลองไดโนเสาร์ของเราตัวใหญ่กว่าจิ้งจกนิดหนึ่ง ตัวอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็พอมี แต่ยังห่างไกลกับของเขาแบบไม่อยากเทียบกัน มันเศร้าจ้ะ
ผมไม่ได้ว่าพิพิธภัณฑ์ เพื่อน ๆ ของผมหลายคนก็ทำงานที่นั่น เขามีงบแค่นี้ เขาก็ทำได้แค่นี้ ผมแค่ฉุกคิดตะหงิดใจ เมืองไทยมีห้างสรรพสินค้าหรูเกือบเท่าแฮร์รอดส์ กำลังจะมีรถไฟฟ้ามากมายใกล้เคียงรถไฟฟ้าในลอนดอน มีสนามบินใหญ่ไม่แพ้ฮีทโรธ์ งบประมาณด้านการศึกษาของเราแต่ละปีก็สูงนับแสนล้าน โครงการไทยเข้มแข็งก็มีเงินตั้งหลายแสนล้านเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ
เรียนฟรีเป็นเรื่องดี แต่เรียนฟรีและมีคุณภาพเป็นเรื่องดีกว่า...มาก เราปฏิรูปการศึกษากันอย่างไร หากเราพายเรืออยู่ในตุ่ม ปรับปรุงหลักสูตร เปลี่ยนตำรา อบรมครู แต่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับสถานที่ซึ่งทำให้เด็กสนใจโลกและธรรมชาติ สถานที่ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพาคุณลูกไปเรียนรู้ จุดเริ่มต้นของแนวคิด “ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและพอเพียง”
ผมตั้งใจจะเก็บเงินพาลูกไปเที่ยวอังกฤษ เพื่อพาเขาไปดูพิพิธภัณฑ์ในลอนดอน ใครจะว่าข้าพเจ้ากระแดะก็ตามใจเถิด แต่เมื่อรัฐบาลไทยผู้เก็บภาษีของผมไป กลับทำให้ลูกผมได้เพียงแค่นี้ ผมคงไม่มีทางเลือกครับ...
Facebook