ภูฏานตระการตา (3)

สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบในการไปเที่ยวภูฏาน คือเครื่องบินออกเวลาตีห้าเศษ มันลักหลั่นยังไงพิกลครับ ผมเคยนั่งเครื่องบินไปจังหวัดต่าง ๆ เครื่องบินออกตอนเช้าตรู่ เราไปถึงก่อนตีห้าก็ยังทัน แต่ถ้าเป็นเครื่องบินต่างประเทศ ต้องไปล่วงหน้าอย่างน้อยสองชั่วโมง ผมเลยต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ตีสาม แล้วข้าพเจ้าจะตื่นกี่โมงล่ะเนี่ย ? ครั้นจะให้นอนตั้งแต่หัวค่ำ ผมก็ทำไม่ได้ เพราะติดนิสัยเขียนหนังสือจนดึกดื่น สรุปแล้วเลยไม่นอนมันซะเลย ถ้ายังเป็นสมัยยี่สิบสามสิบ อดนอนแค่นี้ขี้ปะติ๋ว เผอิญข้าพเจ้าอายุย่างเข้าวัยทอง อดนอนแล้วไปเจอกับความสูงระดับยอดดอยอินทนนท์ ชีวิตเลยไม่ค่อยโสภา

ตรงนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่ง เครื่องบินจากไทยไปภูฏาน มีให้บริการทุกวัน แต่เที่ยวบินอาจต่างกัน บางวันก็บินตอนตีห้าเศษ บางวันก็บินตอนเจ็ดโมงเช้า ขึ้นกับว่า เที่ยวบินนั้นไปแวะระหว่างทางที่เมืองไหน หากคุณเป็นห่วงเรื่องเวลานอน อาจพยายามจัดวันให้ตรงกับเที่ยวบินที่ออกสายหน่อย จะได้มีเวลานอนเพิ่มขึ้น

ข้อจำกัดอีกประการคือคิดไปภูฏาน คุณต้องไปกับ Drukair สายการบินแห่งชาติ ไม่มีเที่ยวบินอื่นให้เลือก เนื่องจาก Drukair เป็นสายการบินเล็กจิ๋ว มีเครื่องบินแค่ 2 ลำ จึงไม่สามารถทำราคาให้ต่ำได้ ค่าตั๋วจึงสูงส่งกว่าไปเนปาลหรือไปอินเดียพอควรเชียวล่ะ ดรุกแอร์ใช้เครื่อง Airbus A319 เพียงรุ่นเดียว แถวที่ 1-5 เป็นชั้นธุรกิจ เก้าอี้นั่งคู่ แถว 6-22 เป็นชั้นธรรมดา เก้าอี้เรียงสาม ถ้าคุณอยากเห็นวิวสวย ให้ขอที่นั่งด้านซ้ายของเครื่อง หรือที่ A-B-C เพราะตอนเครื่องบินร่อนลง คุณจะเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัยเจิดจ้าสาแก่ใจ แถมแสงแดดตอนเช้าจะไม่แยงตา ในตอนขากลับ เลือกที่นั่งด้านขวา D-E-F จะเห็นวิวหิมาลัยเช่นกัน แถมอาจไม่ซ้ำกับวิวเดิม เนื่องจากเครื่องบินจากเมืองไทย ต้องไปลงในเมืองหนึ่งเมืองใดในอินเดียก่อน เสร็จแล้วค่อยบินต่อ ขากลับก็ต้องแวะอินเดีย แต่อาจเป็นเมืองอีกแห่งหนึ่ง เส้นทางบินจึงไม่เหมือนกัน

เมื่อถึงเวลาใกล้ตีสี่ ผมกับคุณหนูดาวไปเดินปร๋ออยู่ในสุวรรณภูมิ เราแวะไปเข้าเลาจ์ของสายการบิน เสร็จแล้วก็กินแหลก อาหารเครื่องดื่มบริการนับว่าใช้ได้เลยล่ะ จนถึงเวลาใกล้เครื่องบินออก เราออกเดินย่ำต๊อกไปขึ้นรถบัส เพราะสายการบินนี้ไม่ค่อยมีสิทธิจอดเทียบงวง พอขึ้นเครื่องบินได้ หนูดาวก็พุ่งลงไปนั่งยิ้มบนเก้าอี้ชั้นธุรกิจ (จ่ายเพิ่มเที่ยวละ 3,000 บาท นับว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสายการบินอื่น) เพราะเธอไม่ค่อยมีโอกาสทำตัวหรูเช่นนี้ แต่จะว่าไป ชั้นธุรกิจของดรุกแอร์ ไม่ได้หรูหราเหมือนชั้นธุรกิจของบางสายการบิน เก้าอี้ก็เป็นแบบธรรมดา ไม่ใช่แคปซูล ลองคิดถึงชั้นธุรกิจบนเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ นั่นแหละเหมือนกันเลย

ภูฏานอยู่ใกล้เมืองไทยยิ่งกว่าชาติไหนในหิมาลัย แม้กระทั่งเนปาล แต่การเดินทางใช้เวลาใกล้เคียงกัน ประมาณ 3.40-4.20 ชั่วโมง เพราะเครื่องบินไม่ได้ตรงไปภูฏาน แต่จะแวะระหว่างทาง เช่น Dhaka Kolkata Bagdogra Gaya ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นเมืองในอินเดีย เวลาในการบินจึงไม่เท่ากัน ผมเคราะห์ดีได้เที่ยวบินไปลง Dhaka เรียกว่าอยู่บนเส้นทางอยู่แล้ว ไม่เสียเวลามาก แต่ถ้าใครต้องบินไปกัลกัตตา (CCU) หรือกายา (GAY) อาจต้องนั่งเครื่องนานนิดหนึ่ง เพราะต้องบินไปอีกเส้นทาง แต่ก็ไม่นานกว่ากันจนถึงขั้นต้องกังวล

ที่น่ากังวลของจริง อยู่ที่เมฆหมอกและสภาพอากาศ ทั้งประเทศภูฏานมีสนามบินแห่งเดียว อยู่ที่พาโร เมืองนี้เป็นหุบเขาท่ามกลางดงดอย แต่อย่าคิดเอาไปเปรียบกับเชียงใหม่หรือเชียงรายโดยเด็ดขาด เพราะหุบเขาพาโรอยู่สูงในระดับเดียวกับยอดดอยอินทนนท์ ดอยรอบด้านก็สูงสี่ห้าพันเมตรเป็นเรื่องธรรมดา เครื่องบินจะร่อนลง ต้องตีวงเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เหมือนเราขับรถตามตรอกในกรุงเทพ หากอากาศปิด จ้างให้นักบินก็ร่อนลงไม่ได้ ถ้าใครไปภูฏานในช่วงหน้าฝน เมษาพฤษภามิถุนา ระวังไว้นิดครับ เพื่อนผมเคยนั่งยิ้มรอที่กัลกัตตาตั้งหลายชั่วโมง แทนที่จะไปถึงตอนเช้า กลับถึงตอนค่ำ ยิ่งไปทริปแบบ 5 วัน 4 คืน เสียไปหนึ่งวันเต็ม เศร้าครับ

เคราะห์ดีที่เดือนตุลาคมแดดจ้าฟ้าเปิด เครื่องบินร่อนลงที่ดักกา จอดแน่นิ่งราวครึ่งชั่วโมงเศษ (ไม่ต้องคิดลงจากเครื่องจ้ะ) เราบินต่อไปสู่จุดหมาย ภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เริ่มแปรเปลี่ยนเมื่อเรามาถึงช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของการบิน ไอเดียบรรเจิดประเภทเลือกที่นั่งด้านซ้าย ส่งผลดีแล้วจ้า ผมเห็นเทือกเขาหิมาลัยอยู่ริมขอบฟ้า สวยยิ่งกว่าสวย

ผมไม่ทราบว่า คุณเคยเห็นหิมาลัยจากเครื่องบินหรือเปล่า แต่ทันทีที่เห็น รับรองคุณจำได้ติดใจไม่มีลืม เทือกเขาจะสูงขึ้นมาระดับเดียวกับเครื่องบิน ไม่ต้องมองลงล่าง แต่มองออกไปตรง ๆ ก็เห็นแล้วเอย แม้เราจะบินห่างจากเอฟเวอร์เรสต์ แต่ภูเขาที่เราเฉียดเข้าไปใกล้ เรียกว่า Kangchenjunga ยอดเขาสูงเป็นอันดับสามของโลก ความสูง 8,586 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กั้นฟากฟ้า เรียกว่าสูงกว่าเครื่องบินด้วยซ้ำ ยอดเขานี้อยู่ในประเทศอินเดีย ใครเคยไปสิกขิมคงจำกันได้ ถือเป็นมหาภูเขาในเขต East Himalaya เพราะเอฟเวอร์เรสต์กับ K2 (สูงอันดับสอง) อยู่ห่างไปในเขต West Himalaya

เครื่องบินพุ่งเข้าสู่เทือกเขา คุณนักบินประกาศ ท่านผู้โดยสารกรุณามอง จากมุมนี้ ท่านจะเห็นจูโมลฮารี (Jumolhari) ยอดเขาสูง 7,314 เมตร แม้ไม่ใช่ยอดเขาสูงสุดของภูฎาน ยังมีที่สูงกว่านี้ชื่อ Gangkhar Puensum สูง 7,541 เมตร อยู่ติดกับพรมแดนทิเบต แต่หากนับยอดเขาที่ชาวภูฎานนับถือ จูโมลฮารีคืออันดับหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้เมืองใหญ่ใกล้ผู้คน ยังเป็นยอดสูงตระหง่านเห็นเด่นชัด ถ้านับทั้งประเทศ ภูฏานมียอดเขาสูงเกิน 7,000 เมตร ทั้งหมด 8 ยอด

เขาสูงสวยดี แต่มันเสียวจ้ะ ใครเคยนั่งเครื่องบินลงบนสนามบินในขุนเขา คงเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ หากนับความสวยและความเสียว นั่งเครื่องร่อนลงเมืองพาโรไม่เป็นรองใคร เหนือกว่าไปกาฐมัณฑุหรือไปคุสโก้ที่เปรู จะแพ้ก็เพียงสนามบินเล็ก ๆ ในเนปาลหรือในยอดเขาแถวอินเดีย เครื่องบินจะเลี้ยวซ้ายป่ายขวาผ่านยอดเขา พยายามรักษาแนวบินให้ตรงกับหุบเขาแคบ มองลงไปเบื้องล่าง หนูดาวร้องว้าว ๆ พี่ธรณ์ดูแม่น้ำสิคะ สีเขียวอมฟ้าสวยสาสมใจ แม่น้ำสายนั้นไหลคดเคี้ยวไปตามโตรกผา มีนาขั้นบันไดสีทองประกบด้านข้าง ถนนสายน้อยตัดเลาะไปตามไหล่เขา มองเห็นถนัดตา บ้านทรงตึกทาขื่อคานสีเจิดจ้า โผล่มาคั่นเป็นจังหวะ บางบ้านอยู่บนหน้าผาสูง อยู่ใกล้จนคล้ายเราเอาหินปาหลังคายังได้เลย วิวช่วงเครื่องบินร่อนลงพาโร เป็นวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งที่ผมเคยเจอะเจอ

หุบเขากว้างออก เครื่องบินร่อนลงสู่รันเวย์สั้น นอกหน้าต่างคือทุ่งนาสีทอง เขาเล่นปลูกข้าวกันแม้แต่ตามขอบรั้วรอบสนามบิน นี่ไม่ใช่เรื่องประหลาด หากคิดถึงพื้นที่ราบในภูฏาน มีอยู่ไม่ถึง 8 เปอร์เซนต์ ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ เรียกว่าที่ราบดูอาร์ส (Duars Plain) เราบินผ่านมาแล้ว และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอีก เพราะเราจะเที่ยวกันอยู่ในแถบขุนเขาของภูฏาน สนามบินพาโรเล็กกว่าสนามบินส่วนใหญ่ในไทย งวงก็ไม่มี ลงจากบันไดแล้วเดินกันสถานเดียว ไม่ต้องใช้รถบัสให้ลำบาก เพราะทั้งสนามมีเครื่องบินอยู่ตั้งหนึ่งลำ อย่างที่ผมเล่าไว้ Drukair มีเครื่องบินแค่ 2 ลำ จึงไม่น่าแปลกที่ทั้งสนามบินโล่งโจ้ง เราเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็เข้ามาในอาคารแล้วครับ

การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองภูฏานทำได้ง่ายแสนง่าย เพราะนักท่องเที่ยวทุกคนต้องติดต่อผ่านเอเย่นต์ที่ได้รับการควบคุมจากรัฐบาล จ่ายเงินล่วงหน้าทั้งหมด ถึงจะได้วีซ่า เค้าจึงไม่ต้องมีใบให้คุณกรอก ไม่ถามว่ามาทำไม อยู่กี่วัน ไปที่ไหนบ้าง เพราะเอเย่นต์รับผิดชอบทุกอย่าง เจ้าหน้าที่แค่ปั๊มพาสปอร์ตให้เรียบร้อย เดินผ่านมารับกระเป๋าได้เลย สนามบินเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องมีระบบอะไรให้ยุ่งยาก แค่มีรางเลื่อนหนึ่งแถว กระเป๋ามาถึงเราในพริบตา จากนั้นก็เดินผ่านด่านศุลกากร ออกมาเจอกับคุณไกด์ที่เข้าแถวรอรับเป็นระเบียบเรียบร้อย อากาศเย็นเฉียบแสนสบายระดับเดียวกับยอดดอยสูงในเมืองไทย ทำให้ผมสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เฮือกแล้วเฮือกเล่า สูดกันร่ำไป จนกว่าสัปดาห์หน้าเราจะเจอกันใหม่ครับ

เรื่องที่น่าสนใจ: 
พาหวานใจไปอังกฤษ (1)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (2)
เรื่องที่น่าสนใจ: 
ภูฏานตระการตา (1)
No votes yet