ภูฏานตระการตา (5)
สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่าน คิดอย่างใดขอให้ได้สมปรารถนา ใครเกิดปีเสืออย่าลืมรีบทำบุญกุศลนะครับ เห็นเค้าว่าปีนี้เสือมาแรง จะลองใช้วิธีหนูดาวหวานใจข้าพเจ้าก็ได้ เห็นเธอเผาฮู้เอาไปผสมน้ำอาบ ใส่เสื้อของอากงผู้ล่วงลับไปแล้วสามวันสามคืน ยังต้องกินส้มกับกินหมูสามชั้น นัยว่าจะช่วยแก้ชงและทำให้สามีร่ำรวยยิ่งขึ้น (ขอให้จริงเหอะ)
ปีก่อนผมพาคุณไปเที่ยวภูฏาน นั่งเครื่องบิน Druk Air จากกรุงเทพ ลงเครื่องบินที่เมืองพาโร พบเจอคุณไกด์รูตาและคนขับรถชื่อคุณนพ พูดจาทักทายขนของขึ้นรถ 4WD คันงาม ตระเตรียมเที่ยวกันแล้ว ปีนี้เรามาเที่ยวกันต่อ หลังจากขึ้นรถเรียบร้อย เราก็เริ่มออกเดินทาง จุดหมายคือทิมปู เมืองหลวงของภูฏาน จากนั้นจะบุกบั่นลึกเข้าไปในประเทศ (ชมแผนที่ประกอบนะครับ)
ภูฏานเป็นประเทศเล็ก ถูกขนาบไว้ด้วยจีนและอินเดีย พื้นที่ประเทศน้อยกว่า 40,000 ตารางกิโลเมตร จากตะวันตกไปจรดตะวันออก กว้าง 350 กิโลเมตร จากเหนือลงใต้ยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่ ประมาณ 150 กิโลเมตรเท่านั้น ว่าง่าย ๆ คือพื้นที่ทั้งประเทศใกล้เคียงกับพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ด้วยขนาดพื้นที่เพียงแค่นี้ หากเป็นเมืองไทย ขับรถจากกรุงเทพไปตราด ก็เท่ากับขับรถผ่านภูฏานทั้งประเทศ น่าจะใช้เวลาสัก 4-5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นในภูฏาน คุณเดินทาง 2 วัน 1 คืนก็ยังไม่ถึง เพราะภูมิประเทศเกือบทั้งหมดเป็นป่าเขา ถนนโค้งอ้อมไปก็อ้อมมา ไม่ใช่แค่พันโค้ง แต่นับหมื่นโค้ง ตัวอย่างง่าย ๆ คือถนนเชื่อมระหว่างสองเมืองสำคัญสุดของภูฏาน พาโร-ทิมปู ระยะทางแค่ 65 กิโลเมตร ถ้าเป็นทางมอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี ผมขับรถแค่ 30 นาทีก็ถึง แต่ในภูฏานใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งเป็นเรื่องปรกติ ถ้าเป็นถนนบนภูเขาสูง ระยะทาง 60-70 กิโลเมตร นั่งรถกันสองสามชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
จากสนามบิน เราตรงไปทิมปู ผมจึงอดเห็นพาโร เพราะสนามบินตั้งอยู่นอกเมือง บนถนนเชื่อมต่อระหว่างพาโร-ทิมปู เราจึงไม่ผ่านเข้าไปในเขตเมือง ถนนสายน้อยพาเราผ่านทุ่งนาสีทอง ช่วงที่ผมไปเป็นข้าวกำลังสุก มีชาวนามาร่วมวงเกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว โย้น ๆ ตามเส้นทางแทบไม่มีย่านชุมชน ส่วนใหญ่เป็นบ้านโดด ๆ กลางทุ่ง สภาพบ้านชาวนาภูฏานต่างกับชาวนาไทย เขาสร้างบ้านตึกแข็งแรง ผนังทาสีขาว ขื่อคานเป็นไม้วาดลวดลาย ดูแล้วเหมือนรวยเหลือหลาย แต่บ้านหลังหนึ่งอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีสายสัมพันธ์ซับซ้อน
ความซับซ้อนดังกล่าว เล่าไปแล้วอาจเหวอ แต่ธรรมเนียมประเพณีแต่ละชาติไม่เหมือนกัน เริ่มจากหนุ่มภูฏานสามารถแต่งกับสาวได้หลายคน นั่นเป็นเรื่องปรกติสำหรับหนุ่มหลายชาติ แต่คุณผู้นิยมสิทธิสตรีไม่ต้องร้องกรี๊ด เพราะสาวภูฏานก็แต่งกับหนุ่มได้หลายคนเหมือนกัน อันนี้ไม่ปรกติแล้วสินะ
จะว่าไป หนุ่มสาวภูฏานเค้าไม่ได้มั่วนะครับ เค้าแต่งงานแบบเข้าครอบครัว สาวรายนี้แต่งเข้ามา เป็นแฟนทั้งพี่ทั้งน้อง จะเป็นพี่ใหญ่หรือพี่กลางหรือน้องเล็กก็ว่ากันไป ลูกที่เกิดขึ้น มีทุกคนเป็นพ่อร่วมกันดูแล เพื่ออนาคตอันมั่นคงของเด็ก สายสัมพันธ์ในครอบครัวชาวภูฏานจึงแน่นแฟ้น ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว มิใช่เป็นลูกพ่อโน้นแม่นี้ ตอนหลังก็แย่งชิงมรดก แต่แน่นอนว่า บางครอบครัวก็มีผัวเดียวเมียเดียว สุดแต่ว่านิยมแบบไหน กรณีนี้ไม่ได้เกิดเพราะหญิงชายไม่เท่ากัน เมื่อดูตัวเลขประชากร 670,000 คน สัดส่วนแทบจะเท่ากันเลยครับ
รถเราวิ่งผ่านนาและบ้านคนเป็นระยะ ก่อนคุณนพเลี้ยวรถข้ามสะพาน นอกจากแม่น้ำใสแจ๋วไหลคึ่ก ๆ ที่ทำให้คุณหนูดาวร้องกรี๊ด ยังมีธงมนต์ติดเรียงเป็นทิวแถว ต่อแต่นี้ เราต้องเจอธงมนต์อีกมหาศาล ผมจึงขอเล่าเรื่องไว้ ณ บัดนาว เริ่มจากรูปแบบของธงมนต์ที่เราเห็น บ้างเป็นธงผืนเล็ก ห้อยไว้กับเชือก มักผูกโยงตามจุดศักดิ์สิทธิ์ เช่น ใกล้วัด หรือตามเขตที่ลมพัดแรง เช่น ตามสะพานหรือช่องเขา แล้วธงกับลมเกี่ยวกันอย่างไรเล่า ?
ธงมนต์ ชื่อก็บอกแล้ว ธงต้องมีมนต์ ธงทั้งหมดมีห้าสี 4 ใน 5 เป็นตามความเชื่อของคนทั้งเอเชีย ดิน (เหลือง) น้ำ (น้ำเงิน) ลม (ขาว) ไฟ (แดง) อีกสีแถมเข้ามา คือ ชีวิต (เขียว) บนธงแต่ละผืน จะเขียนอักขระคาถากำกับไว้ เช่น ขอให้เทวดาฟ้าดินช่วยดูแลโลก ทำให้ฝนตกถูกต้องตามฤดู ขอให้ผู้คนมีความสุข บางธงมีรูปม้าบรรทุกพลอยสามสี หมายถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมื่อธงมีมนต์แล้ว เราต้องอาศัยลมเพื่อให้ธงสะบัด กระจายมนต์ไปทั่วถึงกัน ธงมนต์จึงถูกขึงในบริเวณที่ลมพัดผ่าน เช่น สะพาน ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ จะมีธงมนต์ให้เราเดินผ่านเดินลอด มนต์เหล่านั้นก่อเกิดความสุขแก่ผู้สัญจรไปมา
ยังมีธงมนต์อีกประเภท ไม่ใช้การผูกเชือกห้อยเป็นแถว แต่เป็นธงในแนวตั้ง เอาผ้าผูกไว้กับท่อนไม้สูง 5-6 เมตร ปักรวมกันเป็นกลุ่ม ธงเหล่านี้จะเห็นทั่วไปในจุดที่ลมพัดผ่านเยอะ เช่น ไหล่เขาข้างทาง ส่วนใหญ่เป็นสีขาว อาจมีสีอื่นปนอยู่บ้าง นั่นคือธงมนต์ที่ปักไว้สำหรับผู้ล่วงลับ ในงานพิธีศพของชาวภูฏาน นอกจากมีการสวดมนต์ทำบุญในวัด ยังมีพิธีปักธงดังกล่าว โดยเลือกสถานที่ตามความสะดวก พากันขึ้นไปทำพิธีปักธงมนต์ เมื่อลมพัดผ่าน มนต์จะช่วยส่งไปถึงผู้ที่ล่วงลับ ธงมนต์แบบแท่งจะถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ไม่ต้องดูแลรักษา ปล่อยให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติรอบด้าน จวบจนพุพังไปตามกาลเวลา
โห พี่ธรณ์ อย่ายิงข้อมูลใส่คุณผู้อ่านเค้ามากสิคะ นั่งรถมาได้ไม่กี่กิโลเมตร พี่ธรณ์ปล่อยข้อมูลตูม ๆ มีหวังคุณเค้าเป็นลมตาย บทความท่องเที่ยวหรือตำรากันเนี่ย หัดเขียนแบบแต้วแว้ว ปล่อยชีวิตระริกระรี้ไปกับการเดินทาง เห็นอะไรก็เล่าแค่นั้น เติมจินตนาการและความฝันเข้าไปเยอะ ๆ สงสารคุณผู้อ่านเค้าบ้าง แค่นี้ก็เขียนมาข้ามปีแล้ว สงสัยตลอดปี 2553 ไม่ต้องทำอะไร เที่ยวภูฏานบานตะไทแน่นอน
ผมแยกเขี้ยวให้ยัยดาว ภูฏานตระการตาวุ้ย ไม่ใช่บานตะไท อะไรต่อมิอะไรล้วนแปลกน่าระทึก จะไม่เล่ารายละเอียดได้ไง ข้ามสะพานมาได้ไม่ทันไร ถนนเริ่มตัดขึ้นเขา ในภูฏานไม่ค่อยมีถนนเลียบแม่น้ำ เพราะบางเวลาอาจมีน้ำบ่าในช่วงหน้าฝน นั่นก็เหตุผลหนึ่งล่ะ อีกหนึ่งคือชาวบ้านชอบอยู่ในที่สูง พื้นที่ราบเล็ก ๆ ตามหุบเขา เค้าเอาไว้เพาะปลูก ไม่ได้มีไว้สร้างตลาดสร้างชุมชน ไม่งั้นเปลืองที่ดินแย่ เวลาเรานั่งรถผ่านเข้าไปในเขตขุนเขา ถนนอยู่สูงเสียดฟ้าทั้งนั้น บ้านเรือนก็แอบอยู่ในป่าตามไหล่เขายอดเขา เวลาเค้าจะเดินไปนา เค้าก็เดินลงภูเขามา คนภูฏานจึงมีน่องที่แข็งแรง
ถนนบนภูเขามีส่วนคล้ายถนนตามยอดดอยของเมืองไทย เพียงแต่ว่า ดอยของเขาสูงใหญ่กว่าเยอะ วิวย่อมงดงามปนระทึกขวัญกว่าดอยเมืองไทย ถนนช่วงพาโร-ทิมปู ยังไม่เท่าไหร่ ถึงกระนั้นก็สวยจนหนูดาวไม่ยอมหลับตา เรียกว่าผิดนิสัยเธอมาก เพราะขึ้นรถทีไร ไม่นานเธอก็หลับ หนนี้แม่คุณตาเบิกโพลง สักเดี๋ยวก็ร้องสะต๊อป ๆ
มาได้แป๊บเดียวก็ต้องหยุดแล้ว หยุดทำไม สัปดาห์หน้าเชิญติดตามต่อครับ..
หมายเหตุ – แผนที่เส้นทางท่องเที่ยว 1 พาโร 2 ทิมปู 3 วังดี 4 ภูนาคา 5 พรอบจิกา 6 ตรองสา 7 บุมตัง (ดัดแปลงจาก Google Earth)
Facebook