ภูฏานตระการตา (8)
- Column:
- Tag:
ผมพาคุณมาทิมปู เมืองหลวงของภูฏาน เมืองนี้จะว่าให้ตรงใจ ไม่ใช่เมืองที่ผมชอบสุด จัดอยู่อันดับ 4 ด้วยซ้ำ คงเพราะทิมปูเป็นเมืองใหม่ทันสมัยไปนิดหนึ่ง เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในประเทศนี้ ทิมปูยังไม่ค่อยมีโบราณสถานเก่าแก่หรือแหล่งท่องเที่ยวระดับเห็นแล้วว้าว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้เฉพาะที่ทิมปู จะไปเมืองอื่นคงไม่มีหวังเจอ เจ้านั่นคือตัวทาคิน
อะไรคือทาคิน ? Takin เป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏาน เคียงคู่กันมากับนก Raken หรือนกดุเหว่า ต้นสน Cypress ไม้ประจำชาติ และดอก Blue Poppy ดอกไม้ประจำชาติ ในจำนวนนี้ ผมเห็นทุกอย่างยกเว้นดอกป๊อบปี้ที่เจอตามยอดเขาสูงเกิน 3,000 เมตร แต่ดันออกดอกช่วงหน้าฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม แต่ผมก็ไม่เดือดร้อน เพราะใจชอบสิงสาราสัตว์มากกว่าต้นไม้ดอกไม้อยู่แล้ว แถมเจ้าทาคินยังไม่ใช่สัตว์ธรรมดา เป็นระดับป๋าเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นทั่วโลก เฉพาะแค่เรื่องราวความเป็นมาก็มหัศจรรย์พิลึกแล้วครับ
ตำนานเล่าว่า ลามะผู้มีฉายาว่า Divine Madman เดินทางเข้ามาในภูฏานในศตวรรษที่ 15 เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายาน นิกายนี้จะเน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์สักนิด เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสในหมู่ผู้คนที่นับถือพ่อมดหมอผี ท่านลามะมาตั้งหลักอยู่ริมหมู่บ้าน ก่อนขออาหารเป็นแพะ 1 ตัว วัวอีก 1 ตัว ชาวบ้านเห็นว่าท่านเดินทางมาไกล จึงนำทั้งแพะทั้งวัวมาให้ ย่างมาเรียบร้อย ท่านลามะจัดการโชว์พลัง กินวัวหันแพะย่างคนเดียวหมดเหี้ยน ชาวบ้านต่างฮือฮา กินเข้าไปได้ยังไงเนี่ย ? ท่านลามะจึงรีบยกมือ นี่ไม่ใช่พลังเวทมนต์ แต่ข้าหิวน่ะ มนตราของจริงมันต้องต่อจากนี้ เสร็จแล้วท่านก็หยิบหัวแพะมา เขี่ยหัววัวออกไป วางหัวแพะลงไปแทนที่หัววัว ก่อนดีดนิ้วหนึ่งป๊อก ความอัศจรรย์พลันบังเกิด...
กระดูกวัวที่กองเรียงรายเป็นรูปตัววัวพลันมีเลือดเนื้อขึ้นมา หัวก็เช่นกัน แต่หัวของวัวดันเป็นแพะ สัตว์ที่ปรากฏมาจึงพิลึกพิลั่น เจ้าตัวประหลาดหันมายิ้มให้ผู้คนที่พากันตกตะลึงหนึ่งวูบ ก่อนจะควบปุเลงเข้าป่าไป และนั่นคือที่มาของ dong gyem tsey หรือเจ้าตัวทาคิน (ไหงเป็นชื่อนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ)
หากดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทาคินเป็นสัตว์จำพวกแอนทีโลป เป็นญาติใกล้ชิดกับวัว musk ox (วัวขนยาวแถวขั้วโลกเหนือ อยากเห็นต้องไปแคนาดา) ยังเป็นญาติห่าง ๆ ของแกะ ทาคินตัวเต็มวัยสูง 1.3 เมตร หนัก 650 กิโลกรัม เล็กกว่าวัวนิด ใหญ่กว่าแกะหน่อย ทาคินชั้นดีมีขนฟูคล้ายแกะ แต่เป็นสีทอง จนบางคนบอกว่า นี่แหละที่มาของขนแกะทองคำในนิยายกรีก ทาคินพบเฉพาะแถวหิมาลัย (ขนทาคินเมื่อถูกนำไปถึงกรีก จึงกลายเป็นของหายากสุดแสน จนกลายเป็นนิยายปรัมปราไงครับ)
ปัจจุบัน จำนวนทาคินในภูฏาน แฮ่ม เกริ่นมาอย่างนี้ ไม่ว่าในประเทศไหน คุณก็คงคิดว่า คำต่อไปคือ “ลดลง” เผอิญที่นี่คือภูฏาน ประเทศอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว จำนวนทาคินในป่าจึงไม่ลด มีอยู่เท่าเดิม เพราะป่าที่ทาคินอาศัยก็เท่าเดิม นักล่าสัตว์ก็ไม่มี แล้วทาคินจะลดลงได้ยังไง ? ปัญหาคือทาคินในเขตสงวนใกล้เมืองทิมปู กลับมีจำนวนน้อยลง เพราะผสมพันธุ์กันมั่ว เนื่องจากประชากรน้อยไปนิด เค้าเลยมีแนวคิดจะหาทาคินในธรรมชาติมาเพิ่ม ปัญหาคือทาคินเป็นสัตว์ที่อาศัยตามภูเขาสูง ไม่ต่ำกว่า 2,500-4,000 เมตร ยังชอบอยู่ตามที่ลาดชัน รัฐบาลภูฏานก็ไม่ค่อยมีเงิน จะไปลงทุนจับทาคินแล้วขนส่งมาถึงเขตสงวน ไม่ใช่ง่ายเลยครับ เท่าที่ผมทราบ ในภูฏานไม่มีเฮลิคอปเตอร์สักลำ แล้วจะขนยังไงเนี่ย
ปัญหานั้นคงมีทางแก้ไขต่อไป แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าขอไปดูทาคินก่อนล่ะ หากคุณมาภูฏาน โอกาสจะไปดูทาคินตามธรรมชาติ ยากนะจ๊ะ โอกาสเดียวอยู่ที่เมืองทิมปู ที่นี่มีเขตสงวนทาคิน ลักษณะคล้ายสวนสัตว์เปิดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บน Motithang ภูเขาใกล้เมืองที่ถือเป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีตังค์ แต่ไม่ใช่มีแต่บ้านเรียงเป็นพืด คนภูฏานเค้าไม่อยู่กันเบียดเสียดยัดเยียด บ้านจะแอบอยู่ใต้ดงสนภูเขา มีทางแยกเล็ก ๆ ไปจากถนนใหญ่ ชนิดไม่บอก เราก็คงไม่รู้หรอกว่ามีบ้าน
นอกจากตัวทาคินและบ้านคนรวย บนเขายังมีโรงแรมมอติธัง เป็นโรงแรมเก่าที่สร้างขึ้นเพื่อเชิญแขกต่างประเทศมาพักในงานเถลิงราชสมบัติของกษัตริย์องค์ก่อน (องค์ที่ 4 พระราชบิดาของเจ้าชายจิกมี) ในค.ศ.1975 ยังเป็นที่ตั้งของวัด Changangkha หรือวัดชันกังคา วัดเก่าแก่ของทิมปู สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นทั้งวัดเป็นทั้งป้อมคอยป้องกันเมือง เรียกว่าเขามอติธังสำคัญไม่น้อยเลยนะ (บางคนเรียกว่าเนิน แต่ดูจากสภาพสูงชันแล้ว ผมเรียกว่าภูเขา เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายขึ้นครับ)
จะมีวัดจะมีโรงแรม ข้าพเจ้าก็ไม่สน เราจะดูทาคิน คุณรูตาเห็นความคลั่งสัตว์ปานนั้น จึงรีบบอกคุณนพให้พาเราไปยอดเขา ทางขึ้นอยู่ริมเมืองครับ เหมือนดอยสุเทพอยู่ริมเชียงใหม่ ขึ้นไปสักหน่อย ถนนลัดเลาะลอดใต้ป่าสนหนาทึบ อากาศเย็นเฉียบบริสุทธิ์ชื่นใจสไตล์อะโรมาเทอราปี สูดดมแล้วอิจฉาคนภูฏานเป็นยิ่งนัก ขนาดเป็นเมืองหลวง ยังมีป่าสมบูรณ์ปานนี้ แล้วในป่าของจริง จะสวยปานไหนล่ะเนี่ย
เราขึ้นมาจนถึงระดับความสูงกว่า 2,600 เมตร มีลานจอดรถเล็ก ๆ ตรงหน้า พร้อมกับป้ายบรรยายความเป็นมาของทาคิน ถึงตอนนี้ เราต้องออกแรงเดินแล้วครับ หนูดาวเดินฉับ ๆ ไปข้างหน้า แต่ไม่ถึงห้านาที เธอหอบแฮ่ก ระวังสังขารไว้บ้างก็ดีอีหนูเอ๊ย อยู่ที่ซอยเอกมัยในความสูงเฉียดระดับน้ำทะเล น้องก็เอาแต่นอนนิ่ง พอมาที่สูงกว่าภูกระดึงสองภูซ้อนกัน น้องดันเดินฉับ น้องไม่เป็นลมตายกลายเป็นดาวคินก็บุญแล้ว (ดาวคิน – หัวเหมือนหนูดาว ลำตัวเหมือนสาววัยสิบเจ็ด หรือเปลี่ยนทั้งหัวทั้งตัวเลยดีกว่า ? วุ้ย...คิดแล้วกลุ้ม)
ทางเดินพาเราไปตามหมู่สนภูเขา ขึ้นบ้างลงบ้างสักห้านาที เราเจอสัตว์มีเขารายแรก ผมผู้กำลังหอบแฮ่ก ด้วยต้องแบกทั้งกล้องทั้งวิดีโอ รู้สึกดีใจไชโย ปรากฏว่า ไชโยเก้อ เจ้านี่ไม่ใช่ทาคิน เป็นกวางธรรมดา เมืองไทยก็มี จึงจำใจต้องแบกกล้องต่อไป จนหอบได้สองแฮ่ก ผมเริ่มเห็นวี่แววของตัวทาคิน
มองลอดจากซี่ลูกกรงตรงหน้า ผมเห็นสัตว์ตัวสีน้ำตาลอยู่รำไร จึงรีบชักเลนส์ยาวหนึ่งศอกขึ้นมาถ่าย ได้ทาคินตัวใหญ่กว่าแมลงวันหน่อยนึง รูตาเห็นแล้วยิ้ม ยูเดินตามไอต่อมาเถิด เดี๋ยวจะมีจุดที่รั้วต่ำ ทาคินเข้ามาใกล้ ยูสามารถถ่ายภาพได้สบายกว่านี้ สิ่งที่รูตาบอกเป็นจริง หากใครตามผมไปดูทาคิน ขอให้เดินจนรอบกรง (ยักษ์) คุณจะเจอบริเวณดังกล่าว จากมุมนี้ เราเห็นทาคินเสรีภายใต้ดงสน ดูแล้วให้อารมณ์คล้ายไปซาฟารีดูทาคินในธรรมชาติ
แม้สวนสัตว์เปิดจะมีแค่กวางกับทาคิน แต่บรรยากาศรื่นรมย์นัก นักท่องเที่ยวมีน้อยมากถึงไม่มีเลย สนภูเขาก็ต้นใหญ่ต้นโต ลูกสนใหญ่กว่าของบ้านเราตั้งเยอะ บางลูกยาวเกือบศอก หนูดาวหยิบขึ้นมา มองซ้ายมองขวา กะจิ๊กลูกสนเป็นของฝาก คุณรูตาเห็นเข้าก็หัวเราะ อดใจรอก่อนเถอะนะยู รอให้ไปถึงบุมตัง ยูจะเจอลูกสนใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ ค่อยไปเก็บตอนนั้นก็ได้ (แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เก็บ แถมผมยังเกลียดลูกสนเข้าไส้ อยากรู้ว่าทำไม อดใจอ่านต่อไปครับ)
เสร็จสิ้นจากการชมทาคิน เรานั่งรถลงจากเขา คุณนพเลี้ยวซ้ายป่ายขวา พาเราไปหามุมชมเมืองชั้นดีจากที่สูง บางทัวร์จะไปดูวิวจากวัดชันกังคา แต่วิวจากถนนเห็นชัดกว่า โดยเฉพาะทิมปูซอง หรือเรียกตามชื่อจริง ตาชิโซซอง (Tashicho Dzong)
“ซอง” คืออะไร ? อธิบายแบบเอาง่ายเข้าว่า ซองเป็นทั้งวัดทั้งสถานที่ราชการ เป็นป้อมปราการด้วยครับ ศาสนาพุทธ นิกายลามะ ต่างจากพุทธแบบไทย ลามะเป็นผู้นำศาสนา และบางครั้งเป็นผู้นำในเรื่องอื่น ๆ เช่น ท่านซับดรุง ผู้รวบรวมภูฏาน ซองจึงเป็นทุกอย่างของเมือง วัดสำคัญก็อยู่ในซอง กระทรวงและที่ทำการเมืองก็อยู่ในซอง ไม่ว่าเราไปเมืองไหน สถานที่สำคัญสุดที่ต้องไปเยี่ยมชมก็คือซองครับ
Facebook