www.talaythai.com
Last Update : Friday 3 November, 2000 2:57 PM

แผนพัฒนาประมง ฉบับที่ 9

          ในฐานะนักเขียน สิ่งหนึ่งที่ต้องทำนอกจากการเขียนหนังสือให้คุณอ่าน คือการอ่านเรื่องที่คนอื่นเขียน นอกจากคอลัมน์ต่างๆใน "ผู้จัดการ" ผมยังอ่านหนังสือพิมพ์อื่นตามแต่ที่จะหาได้

          ผมชอบข้อเขียนของคุณ "ซูม" แห่ง "ไทยรัฐ" ด้วยเหตุผลที่คงเหมือนกับคุณผู้อ่านหลายท่าน คุณซูมเขียนหนังสือดี อ่านง่าย และมีเรื่องราว (อยากเขียนเก่งอย่างเขาจัง ทำไงดีวุ้ย?)

          ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คุณ "ซูม" มักกล่าวถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ที่คุณซูมมีโอกาสเข้าร่วมในการจัดทำ โดยเน้นทรัพยากร "มนุษย์" เป็นหลัก คุณซูมบอกถึงปัญญามากมายที่เกิดขึ้น จนทำให้ผลไม่เกิดอย่างที่ควรเป็น

          ผมเห็นด้วยกับคุณซูมสุดหัวใจ ไม่ใช่เพราะคล้อยตามคนง่าย (คุณซูมเป็นผู้ชาย ผมมักคล้อยตามง่ายเฉพาะหญิงสาว) แต่เป็นเพราะได้ประสบพบกับตัวเอง

          คงทราบกันนะครับว่า ผมเป็นอาจารย์ประจำคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ สิ่งที่ต้องเจอทุกวันคือใบหน้าของนิสิตน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาโท ตลอดเวลาเกือบห้าปีของแผนฯ 8 ที่เน้นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ผมสงสัยเหมือนกันว่า...เน้นยังไงนะ?

          ในฐานะของอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง สิ่งที่ผมประสบตลอดแผนฯ 8 คือความเสื่อมถอยด้านต่างๆของการศึกษา ไม่ได้หมายถึงศีลธรรมหรือจรรยาบรรณนะครับ แต่หมายถึงสื่อ อุปกรณ์ หรือเงินทุน

          ขอยกตัวอย่างให้คุณเห็นภาพ ภาควิชาฯของผมมีนิสิตปริญญาตรีเกือบ 200 คน แต่ละปีเรามีงบค่าใช้จ่ายประมาณแสนบาทมีเศษนิดหน่อย ส่วนงบครุภัณฑ์สู่สวรรค์ไปนานแล้ว

          ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตปริญญาโท 6 คน หนึ่งคนใช้เวลาเรียนกือบสี่ปี ผมได้รับเงินจากการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคนละ 750 บาท ไม่มีนิสิตคนไหนได้ทุนวิจัยสนับสนุนจากภาครัฐเลย...แม้แต่บาทเดียว

          ไม่ได้โอดครวญหรือเรียกร้องอะไรนะครับ ทราบดีว่าเมืองไทยจน มีเงินต้องเอาไปใช้ถมทรายทำสนามบิน ทรายนั้นสำคัญกว่าคนอยู่แล้ว (เนี่ยนะ...ไม่ได้ประชด?)

          เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านข่าวหลายบทความ บอกว่านักวิทยาศาสตร์เมืองไทยกำลังขาดแคลน เมื่อเทียบกับอัตราส่วนประชากรหนึ่งพันคน บ้านเรามีนักวิทยาศาสตร์น้อยสุดๆ

          ภาครัฐกำลังสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นการใหญ่ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนนักวิทยาศาสตร์ เค้าสนับสนุนกันอยู่ที่ไหนนะ? อยากได้บ้างจังเลย (บัณฑิตจากคณะประมงมีวุฒิวท.บ.และวท.ม.)

          สำหรับผมแล้ว ไม่สำคัญว่าเราจะพยายามเปิดสถาบันกี่แห่ง เพิ่มตัวเลขบัณฑิตจบวท.บ.กี่คน ที่สำคัญคือเรามีสิ่งจูงใจแค่ไหน?

          สิ่งจูงใจให้นักวิทยาศาสตร์ที่เรียนจบมา ได้ประกอบอาชีพโดยตรงกับที่ร่ำเรียน ผมคิดดูเล่นๆจากคนรอบตัวที่รู้จักมาเกือบ 20 ปีในสาขานี้ ประมาณว่าร้อยละ 95 ของนักชีววิทยาทางทะเล จบมาเพื่อทำงานที่ไม่ตรงกับเขาหรือเธอร่ำเรียนมา กรณีนี้ไม่ได้นับเฉพาะคณะประมงนะครับ แต่ยังรวมถึงสถาบันอื่นๆทั่วเมืองไทย

          ถ้าจะกล่าวว่าศาสตร์นี้ไม่จำเป็นต่อประเทศชาติ ผมยิ่งสงสัยใหญ่ เพราะเท่าที่เคยมีส่วนรับฟังปัญหาต่างๆที่มีม๊อบประท้วงบ้าง พูดคุยกันในที่ประชุมบ้าง แทบทุกคนบอกว่าเราต้องการข้อมูลมากกว่านี้ ข้อมูลด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเล ที่จะบอกว่าการจับปลากะตักเกิดหรือไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การยกเลิกอวนรุน จะมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อประชาคมสัตว์หน้าดินอย่างไรบ้าง? ซีวอร์คเกอร์...ไม่ดีจริงหรือเปล่า?

          ข้อมูลที่บอกว่า การใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน อยู่ที่ระดับใด? ความสามารถในการรองรับของแต่ละพื้นที่ชายฝั่ง เป็นอย่างไรบ้าง? แม้กระทั่งข้อมูลในท้องถิ่น ที่จะบอกอบต.หรือชาวบ้านว่า ในทะเลหน้าบ้านคุณ มีอะไรอาศัยอยู่นะ?

          ตกลงผู้ที่ร่ำเรียนมาด้านนี้ มีความสำคัญ แต่เมื่อผมลองนับนิ้วดูเล่นๆ พบว่าแนวปะการังที่ทุกคนว่าดีนักหนา เรามีนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกด้านนี้ ประมาณ 5 คน แหล่งหญ้าทะเลที่ถือเป็นสุดยอด เรามีนักวิทยาศาสตร์ที่ทำด้านนี้โดยตรงเพียง 2-3 คน (ถ้าเข้าใจไม่ผิด ไม่มีใครจบปริญญาเอกด้านหญ้าทะเลโดยตรงสักคน ขออภัยถ้าผิดพลาดครับ)

          จำนวนแค่นี้ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับบุคลากรระดับปริญญาเอกในสาขาอื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ แต่ก็อาจไม่น้อย ถ้าพวกเขาและเธอเหล่านั้น มีทีมงานที่เข้มแข็ง

          แต่ทีมงานที่เข้มแข็งแทบไม่มีวันเกิด เพราะเราขาดนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่ทำงานด้านนี้

          สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาจารย์ลำบากแทบตาย กว่าจะหานิสิตได้สักคน ที่อยากทำวิทยานิพนธ์ด้านชีววิทยาทางทะเล ชอบน่ะชอบกันเยอะครับ แต่ส่วนใหญ่รู้ดีว่าจบไปก็ตกงาน ทำงานด้านอื่นปลอดภัยกว่าเยอะ

          ในจำนวนนิสิตที่น้อยยิ่งกว่าน้อย เรียนกับอาจารย์ทำงานวิจัย กว่าจะสอนให้ดำน้ำ สอนให้รู้จักกับแนวปะการังหรือแหล่งหญ้าทะเล ช่วยกันทำงานได้สามสี่ปี พอจบออกไปก็เป็นเซลล์แมน เซลล์แมน และเซลล์แมน ขายอาหารกุ้งบ้าง ขายบัตรเครดิตบ้าง เพราะไม่มีอาชีพรองรับ

          อาจารย์ก็ไปหานิสิตใหม่ เพื่อสอนให้จบไปเป็นเซลล์แมนใหม่ วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย แล้วทำอย่างไรเราจึงจะมีทีมงานที่เข้มแข็ง มีคนที่ผ่านประสบการณ์ และได้ทำงานที่เขาหรือเธอรัก?

          นอกจากนักชีววิทยาและนักนิเวศวิทยา เรายังขาดนักอนุกรมวิธานทางทะเล ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก (นักอนุกรมวิธาน - Taxonomist ผู้แยกชนิดสัตว์ทะเล)

          ผมไม่ใช่นักอนุกรมวิธาน ไม่มีความสามารถในด้านนี้ แต่เนื่องจากดำน้ำบ่อย อีกทั้งต้องเขียนบทความให้พวกเราอ่านเป็นประจำ ผมเลยต้องค้นข้อมูลบ่อยครั้ง พอรู้จักว่าตัวนั้นคืออะไร?

          ทุกครั้งที่ดำน้ำ ผมมักตามดูว่าเจอสัตว์ตัวไหนบ้าง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมๆที่มี เชื่อมั้ยครับว่าผมเคยพบสัตว์ที่ไม่มีรายงานในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด

          ไม่ใช่ความเก่งของผมแน่นอน สิ่งนั้นรับประกัน แต่ความจริงคือเราแทบไม่รู้อะไรในทะเลมากกว่า ยกเว้นตัวที่เรากินได้และขายได้

          ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ในโลกมีสัตว์กลุ่มกุ้งปูไม่ต่ำกว่า 30,000 ชนิด ถามว่าเมืองไทยเรารู้จักกี่ชนิด? คำตอบคือแทบไม่รู้จักเลย ยกเว้นกุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย และอีกไม่กี่ชนิดที่เรากินหรือเพาะเลี้ยงได้

          ปัญหาคือธรรมชาติไม่ได้สร้างระบบนิเวศมา มีเฉพาะสัตว์ที่มนุษย์กินได้และขายได้ สัตว์อื่นๆที่เราไม่รู้จักอีกมากมายมหาศาล คือพื้นฐานของระบบนิเวศ ถ้าพวกเขาสูญพันธุ์ไป ระบบนิเวศย่อมล่มสลายในที่สุด

          หลายคนบอกว่าโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพไง เดี๋ยวนี้ใครๆก็ต้องพูดถึง ไม่งั้นไม่เท่เลย แต่ถามว่าเราทำอะไรบ้าง? ที่ทำให้มีข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลไทยมากขึ้น

          เราพยายามศึกษาชนิดของฟองน้ำ เพราะคิดว่าพวกเขาเป็นยา สักวันในอนาคต อาจสกัดยาจากเขาได้ แต่สัตว์อื่นล่ะ? กัลปังหาที่ทุกคนรู้จักดี สัตว์ที่ทำให้เมืองไทยมีทะเลสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เรายังแทบไม่รู้เลยว่ามีชนิดไหนบ้างในบ้านเรา

          ยังไม่กล่าวถึงสัตว์ที่นักดำน้ำข้ามโลกมาดู แม้กระทั่งฉลามวาฬ ปลาใหญ่ที่สุดในโลก และปลาไหลริบบิ้น สัตว์น้ำที่ฝรั่งเข้าคิวกันดูวันละไม่รู้กี่ร้อย เมืองไทยไม่เคยมีข้อมูล

          เรากำลังศึกษาสัตว์ที่น่าจะมีประโยชน์ในอนาคต นั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่อีกนับร้อยนับพันสัตว์ที่มีประโยชน์แก่พวกเราในปัจจุบัน ทำให้นักดำน้ำต่างชาติเข้ามาเมืองไทยปีละเกิน 300,000 คน ธุรกิจดำน้ำทำรายได้นับหมื่นล้านบาท ทำไมเราไม่ศึกษา?

          บางคนบอกว่า ตอนนี้เราก็ก้าวไกลนะ ถึงขั้นทำ Genetic Coding เพื่อแยกชนิดสัตว์ได้สำเร็จ
นั่นก็น่าสนใจครับ แต่เรามีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า แบบที่มองสัตว์แล้วบอกชนิดได้ เหลืออยู่ในเมืองไทยกี่คน?

          อีกหน่อยในอนาคต แทนที่เราจะมีผู้เชี่ยวชาญ แยกชนิดสัตว์ได้โดยไม่เสียเงินสักบาท อาศัยเพียงตากับประสบการณ์ เรากลับมีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่สกัดเนื้อเยื่อเพื่อไปหา DNA แม่นยำตอบได้เป๊ะๆถึงสายพันธุ์ ถ้าไม่คิดว่าเราต้องเสียค่าใช้จ่ายตัวอย่างละหลายพันบาท รวมทั้งอุปกรณ์แพงมหาศาลที่ต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

          สรุปแล้วคือเมืองไทยจนหรือไม่จนกันแน่? ยิ่งเมื่อลองเปรียบเทียบกับงานวิจัยในสาขาใกล้เคียง เช่น ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้งบประมาณมหาศาล (อาจไม่มหาศาลถ้าเทียบกับโครงการทางด่วนที่ไม่มีรถขึ้น แต่มหาศาลเมื่อเทียบกับงานวิจัยในสาขานิเวศวิทยา)

          เงินเหล่านั้นส่วนหนึ่งมาจากภาคเอกชน ที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะสามารถทำเงินได้จากการวิจัยพวกนั้น แต่สำหรับภาครัฐล่ะ ทำไมเราต้องทุ่มเงินเข้าไปเสริมอีกเยอะแยะ?

          กุ้งเป็นสิ่งที่ดี ส่งออกทำรายได้ให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยงานวิจัยด้านอื่น มุ่งแต่เฉพาะการทุ่มเทด้านงานวิจัยที่ได้เงิน

          ในทางกลับกัน ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐโดยตรง ที่จะสนับสนุนงานวิจัย "ด้อยโอกาส" ในการทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน

          ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังและความจริงของวงการชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลของเมืองไทย เวลามีการประชุมหรือพูดคุยกัน บอกว่าเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโน้นนี้นั้น ผมมักแอบยิ้ม สงสัยเสมอว่าแล้วใครจะเป็นคนหาข้อมูลเหล่านั้นมาล่ะ? ยิ่งอีกห้าหกปีข้างหน้า อนาคตยิ่งมืดมน

          กว่าจะได้นักชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลสักคน ต้องใช้ใจรัก ความอดทน และเวลาสร้างขึ้นมา เราไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ บางคนกว่าจะมาถึงขั้นนั้น ใช้เวลายี่สิบสามสิบปี แต่ตอนนี้...เราเหลือแต่คนรุ่นเก่าที่ส่วนใหญ่เกษียณหมดแล้ว คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำงานอย่างนี้ เงินเดือนหกเจ็ดพันบาท อย่างเก่งก็หนึ่งหมื่น (เริ่มรับราชการ ระดับปริญญาเอก ประสบการณ์ด้านวิจัยในแนวปะการังสิบปี) หาได้ที่ไหน?

          ทุกคนบอกว่าทะเลไทยกำลังวิกฤต ทุกคนบอกว่าชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรหน้าบ้าน ทุกคนบอกว่าภาครัฐต้องช่วยสนับสนุน คำถามน่าคิดที่สุด เราจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาจากไหน? ในเมื่อสิ่งที่วิกฤตที่สุดคือคนหาข้อมูลเหล่านั้น

          นักอนุกรมวิธาน นักชีววิทยา และนักนิเวศวิทยา คือหัวใจสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ต่อให้อีกสักพันม๊อบ อีกสักพันโครงการฟื้นฟู อีกสักแสนล้านบาท ต่อให้ทุกคนอยากอนุรักษ์ทะเลไทย สิ่งเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ เมื่อเมืองไทยขาด "หัวใจ" เสียแล้ว

          นั่นแหละครับคือทั้งหมดที่ผมอยากบอกแก่คณะทำงานในนโยบายพัฒนาการประมง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ที่ผมมีโอกาสเข้าร่วม แต่นำมาบอกกับคุณผู้อ่านก่อนในวันนี้ เพื่อให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน?

          หากมีอะไรดีๆในแผนพัฒนาฉบับนี้ วันหน้าเราจะมาคุยกันอีกครับ

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com